บันทึกวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 (ลดน้ำหนักวันที่ 175)

บันทึกวันที่ 17 ธันวาคม 2562 (ลดน้ำหนักวันที่ 121)

ผมจะใช้เฉพาะค่า Body fat จากเครื่องใน fitness ส่วนน้ำหนักผมจะใช้จากที่ชั่งตอนตื่นนอน

ผลลัพธ์การลดน้ำหนักเทียบกับวันที่ 100 (บันทึกครั้งล่าสุด)

เปรียบเทียบกับวันที่ 1

บันทึกวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 (ลดน้ำหนักวันที่ 100)

จากบันทึกการลดน้ำหนักครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 30 ใน ซึ่งหลังจากบันทึกการลดน้ำหนักวันที่ 30 ผมก็ไม่ได้เขียนบันทึกอะไรเพิ่มเติมเลย เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาผมค่อนข้างงานยุ่งมากครับ

วันนี้ผมจะสรุปผลลัพธ์ของการลดน้ำหนักเมื่อครบ 100 วัน ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และแนวทางที่ผมใช้ในการแก้ปัญหาครับ

ผลลัพธ์การลดน้ำหนัก 100 วัน

เก็บข้อมูลที่ศึกษามาเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมด้วย Flutter & Dart (จะเพิ่มข้อมูลและแก้ไขข้อมูลเรื่อย ๆ ครับ)

บันทึกวันที่ 17 ก.ย. 2562 (ลดน้ำหนัก วันที่ 30)

ผ่านมา 30 วัน ผมยังไม่ได้คำนวณการทานอาหาร และการคาร์ดิโอเลย เนื่องจากห่างหายจากการออกกำลังกายไปนาน เลยตั้งใจว่าจะให้ร่างกายได้ปรับตัวกับการออกกำลังกายก่อน 2 สัปดาห์ แต่เนื่องจากต้องพักการออกกำลังกายไปอีก 2 สัปดาห์เพราะอาการปวดหลัง เลยกลายเป็นว่า 1 เดือนแล้ว ยังไม่ได้เริ่มต้นลดน้ำหนักเลย

ดังนั้นวันนี้ตื่นเช้ามาผมจึงชั่งน้ำหนัก แล้ววัดเปอร์เซนต์ไขมันของตัวเองด้วยการใช้ Body Fat Caliper ซึ่งถ้าใครไม่รู้จักการวัดเปอร์เซนต์ไขมันด้วยการใช้ Body Fat Caliper ลองดูได้จากคลิปนี้ครับ…

การกลับมาออกกำลังกายครั้งนี้มีอุปสรรคตั้งแต่เริ่มต้นคือ อาการปวดหลัง ความจริงแล้วการปวดหลังไม่มีผลต่อการออกกำลังกายมากนัก เพราะไม่ค่อยรู้สึกปวดเวลาออกกำลังกาย แต่มีผลกับชีวิตประจำวันมาก เพราะระหว่างวันจะปวดหลังมาก ใช้ชีวิตประจำวันลำบากมาก

ในบล็อกก่อนหน้านี้ (26 ส.ค. 2562) ผมเขียนเกี่ยวกับอาการปวดหลังไปครั้งหนึ่ง

ตอนนั้นผมคิดว่าอาการปวดหลังไม่น่าจะเกิดจากการออกกำลังกาย และน่าจะหายเองได้ แต่หลังจากเล่นเวทเทรนนิ่งในวันศุกร์ที่ 30 ส.ค. 2562 ซึ่งเป็นวันที่ 12 ในการกลับมาออกกำลังกาย หลังจากสังเกตุอาการปวดหลังมา 2 สัปดาห์ ผมคิดว่าการออกกำลังกาย น่าจะทำให้อาการปวดหลังแย่ลง แม้จะไม่ปวดในขณะออกกำลังกาย แต่จะปวดมากขึ้นทุกครั้งหลังจากออกกำลังกาย

เมื่อคิดได้ดังนั้นผมจึงหยุดออกกำลังกายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปรากฏว่าอาการปวดหลังค่อย ๆ ดีขึ้นวันละนิด จนกระทั้งวันนี้ วันอาทิตย์ที่ 15 ก.ย. 2562 หลังจากหยุดออกกำลังกายมาได้ 2 สัปดาห์ ผมคิดว่าอาการปวดหลังน่าจะหายดีแล้ว พรุ่งนี้จะได้กลับมาออกกำลังกายซักทีครับ

บันทึกลดน้ำหนัก วันที่ 28–15 ก.ย. 2562

บันทึกก่อนหน้านี้ → ลดน้ำหนัก วันที่ 9 — ซื้อเครื่องชั่งน้ำหนักเครื่องใหม่

บันทึกถัดไป → ลดน้ำหนัก วันที่ 30 คำนวณการทานอาหาร และการคาร์ดิโอ

วันนี้ผมไปหาซื้อเครื่องชั่งน้ำหนักเครื่องใหม่ มาแทนเครื่องชั่งน้ำหนักเครื่องเดิมที่เสียหลังจากใช้งานมาเป็น 10 ปี ซึ่งเครื่องเดิมผม ยี่ห้อ OMRON เป็นแบบดิจิตอล

เครื่องชั่งน้ำหนักเครื่องเก่าของ OMRON

และหลักการในการเลือกซื้อเครื่องชั่งน้ำหนักในวันนี้ คือ

เพราะใช้งานสะดวก ไม่ต้องมาเพ่งตัวเลข และไม่ต้องมาคาดคะเนตัวเลขทศนิยม อีกเรื่องคือ จากประสบการณ์ที่เคยทดลองชั่งน้ำหนัก ด้วยเครื่องชั่งน้ำหนักแบบเข็มหลาย ๆ เครื่องเทียบกัน พบว่ามีความคลาดเคลื่อนค่อนข้างมาก

เพราะผมมีอุปกรณ์แบบนี้อยู่แล้ว เช่น เครื่องวัด Body fat ของ OMRON

ผมมีอาการปวดหลังมาตั้งแต่ก่อนจะเริ่มกลับมาออกกำลังกายในครั้งนี้ จนถึงวันนี้ก็ไม่หายซักที ถึงแม้ว่าอาการปวดหลังจะไม่มีผลกับการออกกำลังกายมากนัก แต่มันรู้สึกรำคาญและหงุดหงิดมาก

เวลาที่ออกกำลังกายมันจะไม่ปวด ไม่ว่าจะเล่น Squat หรือ Deadlift ก็ไม่ทำให้รู้สึกปวด แต่มันมักจะรู้สึกปวดเวลาอยู่เฉย ๆ หรือเปลี่ยนท่าทางในระหว่างวัน เช่น จากการนั่งไปเป็นการยืน หรือจากการนอนไปเป็นการนั่ง มันจะรู้สึกเจ็บแปล๊บจนตั้งตัวตรงไม่ได้ และจะปวดไปอีก 4–6 ชั่วโมงแล้วหายไป

ที่น่าหงุดหงิดคือ พอเราปวด เราจะรู้สึกตลอดเวลาทุกการเคลื่อนไหว เราก็จะระมัดระวังการเคลื่อนไหวจนหายปวด แต่พอเราไม่มีอาการปวดแล้ว เราก็เผลอตัว แล้วก็กลับมาปวดอีก วนไปวนมาแบบนี้จนนับไม่ถ้วนแล้วในช่วงเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา วันนึงจะหายปวดแล้วกลับมาปวดอีกอยู่ 2–3 รอบ

เมื่อก่อนผมไม่เคยมีอาการปวดหลังเลย จนเมื่อ 10 ปีก่อน ผมเกิดอาการกล้ามเนื้อหลังฉีกจากการออกกำลังกาย จนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็มีอาการปวดหลังที่บริเวณเดิมอยู่เรื่อย ๆ ปีนึงหลายครั้ง

บล็อกนี้แค่อยากบ่นเรื่องอาการปวดหลังของตัวผมเอง และอยากเตือนผู้อ่านทุกท่านให้ระวังในการออกกำลังกาย ให้ศึกษาท่าทางในการออกกำลังกายให้ดี และควบคุมให้ถูกต้องตลอดเวลา อย่าออกแรงแบบกระชาก พยายามป้องกันตนเองไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บนะครับ

ลดน้ำหนัก วันที่ 7 — ร่างกายหายอ่อนเพลียจากการนอนไม่พอแล้ว

ลดน้ำหนัก วันที่ 9 — ซื้อเครื่องชั่งน้ำหนักเครื่องใหม่

เมื่อคืนที่ผ่านมาได้นอนหลับอย่างเต็มที่ 9 ชั่วโมงเต็ม ตื่นมารู้สึกสดชื่นมาก วันนี้จะเป็นอีกวันที่จะเน้นไปที่การพักผ่อน ไม่ฝึกเวทเทรนนิ่ง ไม่คาร์ดิโอ พยายามทานอาหารที่มีประโยชน์มาก ๆ

วันนี้รู้สึกว่าร่างกายฟื้นตัวจากการนอนไม่พอมาหลายวันได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ไปจะพยายามนอนให้เร็ว ต้องไม่เข้านอนเกิน 4 ทุ่ม และถ้าวันไหนไม่มีงานอะไรต้องทำก็จะรีบเข้านอนให้เร็ว

พรุ่งนี้จะตื่นไปออกกำลังกายตอนเช้าตามปกติ เพื่อดูว่าสภาพร่างกายเป็นอย่างไร ถ้าไม่รู้สึกอ่อนเพลียหรือง่วง วันอังคารนี้คงจะเริ่มคุมอาหาร เวทเทรนนิ่ง และคาร์ดิโอตามตารางได้แล้วครับ

ลดน้ำหนัก วันที่ 6 — พักผ่อนเต็มที่

ลดน้ำหนัก วันที่ 8 — ปวดหลังไม่หายซักที

เช้าวันเสาร์นี้ ตื่นมาสดชื่นกว่า 2 วันที่ผ่านมามากครับ เพราะได้นอนอย่างเต็มที่ เมื่อคืนถึงแม้จะไม่ได้เข้านอนเร็วมากนัก แต่เนื่องจากวันเสาร์นี้ผมไม่มีธุระที่ต้องทำ ผมจึงได้นอนยาวโดยที่ไม่ตั้งนาฬิกาปลุก ผลก็คือตื่นมาอีกที่ 10.30น. นอนหลับไปประมาณ 11 ชั่วโมง

ถึงแม้จะรู้สึกสดชื่นขึ้น แต่ก็ยังรู้สึกเหนื่อย ๆ เพลีย ๆ อยู่อีกเล็กน้อย ซึ่งผมเคยอ่านมาว่า เมื่อคนเราอดนอน หรือนอนไม่เพียงพอ เราไม่สามารถนอนชดเชยได้ แต่เราต้องนอนหลับให้เพียงพอถึง 3 คืน เพื่อที่ร่างกายเราจะกลับมาสดชื่นอีกครั้ง ถึงแม้ว่าผมไม่สามารถหาข้อมูลมายืนยันได้ว่าข้อมูลเรื่องนี้ถูกต้องเพียงใด แต่จากประสบการณ์ที่ได้ทดลองกับตัวผมเอง ก็พบว่าข้อมูลนี้สามารถนำมาใช้ได้จริง

และตอนบ่ายวันนี้ผมได้งีบไปอีก 1.30 ชั่วโมง ก็ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นอีกนิด คงเป็นอย่างที่เคยอ่านมาว่า การงีบช่วงบ่าย ให้ผลดีเหมือนนอนกลางคืนหลายชั่วโมงเลยทีเดียว

หวังว่าร่างกายจะฟื้นตัวได้ดีในช่วงวัน เสาร์ อาทิตย์นี้ เพราะสัปดาห์หน้าจะเริ่มควบควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างจริงจังแล้วครับ

ลดน้ำหนัก วันที่ 5 — เมื่อเราพักผ่อนไม่พอ ก็ยากที่จะลดน้ำหนักได้สำเร็จ

ลดน้ำหนัก วันที่ 7 — ร่างกายหายอ่อนเพลียจากการนอนไม่พอแล้ว

Surattikorn Chumkaew

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store